ADVANC กำไรสุทธิปี 64 ลด 1.9% จากขาดทุนอัตราแลกเปลี่ยน-ลงทุนโครงข่าย
ADVANC กำไรลดลง แม้รายได้เพิ่ม ท่ามกลางผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 แต่ลงทุนในโครงข่ายเพิ่มและผลขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน
บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ ADVANCE รายงานตลาดหลักทรัพย์ว่าในปี 2564 มีกำไรสุทธิอยู่ที่ 26,922 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 1.9 เทียบกับปีก่อน ซึ่งสาเหตุมาจากผลขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนสุทธิที่ยังไม่เกิดขึ้นจริง และการเพิ่มขึ้นของค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่าย
หากไม่รวมผลขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน กำไรสุทธิจากการดำเนินงานปกติจะอยู่ที่ 27,037 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 1.4 เมื่อเทียบกับปีก่อน
ผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรม มอง "ของจะแพง" ไปจนถึงสิ้นปี
เอไอเอสมี EBITDA อยู่ที่ 91,408 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 2.2 เทียบกับปีก่อน โดยอัตรากำไร EBITDA อยู่ที่ร้อยละ 50.4 เทียบกับร้อยละ 51.7 ในปีก่อนหน้า
ในปี 2564 เอไอเอสมีรายได้รวม 181,333 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 4.9 เทียบกับปีก่อน จากการเติบโตของรายได้จากการให้บริการหลักและการขายเครื่องมือถือ แม้ว่ายังคงมีผลกระทบจากการแพร่ระบาด และสภาวะการจับจ่ายใช้สอยของผู้บริโภคที่อ่อนตัวต้นทุนและค่าใช้จ่าย
ต้นทุนการให้บริการสำหรับปี 2564 อยู่ที่ 85,238 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 4.5 เมื่อเทียบกับปีก่อน สาเหตุหลักจากการได้มาของใบอนุญาตและการลงทุนขยายโครงข่าย
โดยสรุป ในปี 2564 เอไอเอสมีรายได้การให้บริการหลักอยู่ที่ 130,972 ล้านบาท เติบโตร้อยละ 1.1 เทียบกับปีก่อน ด้าน EBITDA เพิ่มขึ้นร้อยละ 2.2 เทียบกับปีก่อน อยู่ที่ 91,408 ล้านบาท กำไรสุทธิอยู่ที่ 26,922 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 1.9 จากปีก่อน จากการลงทุนในโครงข่ายต่อเนื่องและผลขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนที่ยังไม่รับรู้
คาดการณ์ปี 2565 ยคาดการณ์รายได้จากการให้บริการหลักจะเติบโตในอัตราเลขตัวเดียวระดับกลาง (mid-single digit growth) จากการเติบโตของทุกธุรกิจ โดยเอไอเอสตั้งเป้าเสริมความแข็งแกร่งในบริการ 5G เพื่อดึงดูดกลุ่มลูกค้าที่มีกำลังซื้อสูง
ด้านธุรกิจอินเทอร์เน็ตบ้านมีเป้าหมายเพิ่มผู้ใช้บริการสู่ 2.2 ล้านราย โดยเน้นกลุ่มเป้าหมายที่เป็นฐานลูกค้าโทรศัพท์เคลื่อนที่ ด้านธุรกิจลูกค้าองค์กรเน้นบริการเพื่อรองรับการปรับเปลี่ยนองค์กรเข้าสู่กระบวนการดิจิทัลด้วยโครงสร้างพื้นฐานและบริการต่างๆ อาทิ คลาวด์, บริการความปลอดภัยด้านไซเบอร์, บริการด้าน ICTและบริการ 5G
คาดว่ากำไร EBITDA จะเติบโตในอัตราเลขตัวเดียวระดับต่ำ (low-single digit growth) จากแนวโน้มของรายได้ที่เติบโต การบริหารต้นทุนอย่างต่อเนื่อง และจัดสรรงบประมาณที่เหมาะสมในการตลาดด้านงบลงทุนคาดว่าจะอยู่ในกรอบ 30,000-35,000 ล้านบาท
โดยตั้งเป้าที่จะรักษาความเป็นผู้นำในตลาดโทรศัพท์เคลื่อนที่เพื่อเตรียมรับกับโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ ที่มากขึ้น และมอบประสบการณ์ที่เหนือกว่าแก่ลูกค้าด้วยการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยี 5G ที่ดีที่สุด ตลอดจนขยายความครอบคลุมของเอไอเอส ไฟเบอร์ในพื้นที่ที่มีความต้องการใช้งาน และลงทุนยกระดับธุรกิจบริการลูกค้าองค์กร
การแพร่ระบาดของโควิด-19 ส่งผลต่อการชะลอตัวทางเศรษฐกิจและกิจกรรมทางธุรกิจ รวมถึงกระทบต่อกำลังซื้อของผู้บริโภคที่อ่อนแอ
อย่างไรก็ตามตั้งแต่เดือนกันยายน 2564 เป็นต้นมา รัฐบาลได้เริ่มผ่อนปรนมาตรการต่างๆ ทำให้การใช้จ่ายของผู้บริโภคเริ่มฟื้นตัว ในส่วนการแข่งขันด้านราคายังคงรุนแรง โดยผู้ให้บริการยังคงเน้นเสนอแพ็กเกดาต้าแบบใช้งานไม่จำกัด (unlimited data plan) ในระดับราคาต่ำให้กับผู้ใช้บริการทั้งระบบรายเดือนและระบบเติมเงิน เพื่อรักษาฐานลูกค้าและขยายส่วนแบ่งการตลาด ส่งผลให้รายได้จากธุรกิจโทรศัพท์เคลื่อนที่ลดลงร้อยละ 0.7 เทียบกับปีก่อน มาอยู่ที่ 117,244 ล้านบาท ในขณะที่ฐานผู้ใช้บริการยังคงเพิ่มขึ้นกว่า 2.68 ล้านเลขหมาย ซึ่งได้รับแรงหนุนจากกลยุทธ์การตลาดที่แข็งแกร่ง รวมถึงการรักษาส่วนแบ่งการตลาดและสร้างการรับรู้ในบริการ 5G
ในปี 2564 จำนวนผู้ใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่เพิ่มขึ้นเป็น 44.1 ล้านเลขหมาย โดยมีจำนวนผู้ใช้บริการเพิ่มขึ้นสุทธิ 2.68 ล้านเลขหมาย หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 6.5 จากปีก่อน เป็นผลจากการเติบโตของทั้งลูกค้าระบบเติมเงิน (+1.33 ล้านเลขหมาย) และลูกค้าระบบรายเดือน (+1.35 ล้านเลขหมาย) แม้จะมีมาตรการการควบคุมสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิดซึ่งส่งผลให้เอไอเอสต้องปิดบางช่องทางจัดจำหน่ายในบางเดือน รวมถึงการแข่งขันด้านราคาที่รุนแรง แต่เอไอเอสยังคงรักษาความเป็นผู้นำในตลาดโทรศัพท์เคลื่อนที่ ด้วยจำนวนผู้ใช้บริการและส่วนแบ่งทางการตลาดเชิงรายได้ที่สูงที่สุดในอุตสาหกรรม
สำหรับ ARPU ของลูกค้าระบบรายเดือนลดลงร้อยละ 2.8 จากปีก่อน แต่ปรับตัวดีขึ้นเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนมาอยู่ที่ 473 บาท/เลขหมาย/เดือน โดยได้แรงหนุนจากลูกค้าที่สมัครใช้บริการ 5G ที่มีจำนวนรวมมากกว่า 2.2 ล้านราย ในขณะที่ ARPU ของลูกค้าระบบเติมเงินลดลงร้อยละ 12 จากปีก่อน และร้อยละ 1.4 จากไตรมาสก่อนเนื่องจากการใช้จ่ายของผู้บริโภคที่อ่อนแอ โดยภาพรวมระดับ ARPU เฉลี่ยลดลงร้อยละ 4.6 จากปีก่อน อยู่ที่ 224 บาท/เลขหมาย/เดือน
เอไอเอส ไฟเบอร์มีการเติบโตอย่างรวดเร็วในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาด โดยมีจำนวนผู้ใช้บริการเพิ่มขึ้นสุทธิ 435,100 ราย ในปี 2564 ส่งผลให้เอไอเอส ไฟเบอร์มีจำนวนผู้ใช้บริการ ณ สิ้นปี 2564 ทั้งสิ้น 1,772,000 ราย เพิ่มขึ้นอย่างแข็งแกร่งที่ร้อยละ 33 เทียบกับปีก่อน ซึ่งเป็นการเติบโตเหนืออุตสาหกรรมอินเตอร์เน็ตบ้านอย่างมีนัยสำคัญ โดยคาดว่าอุตสาหกรรมมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยประมาณร้อยละ 5-10 เทียบปีก่อน
อย่างไรก็ตาม การแข่งขันด้านราคาในตลาดยังคงรุนแรงตลอดทั้งปี เนื่องจากผู้ให้บริการยังคงเสนอส่วนลดและแพ็กเกจในราคาต่ำอย่างต่อเนื่อง ทำให้ ARPU ลดลงร้อยละ 6.8 มาอยู่ที่ 444 บาท จาก 476บาท ในไตรมาส 4/2563
ราคาหุ้น ADVANC ปิดตลาดวันที่ 7 ก.พ. ลดลง 1.00 บาท หรือ 0.45% ราคาอยู่ที่ 219.00 บาท มูลค่าซื้อขาย 604.85 ล้านบาท
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB